ฝัน
ช่วงนี้ฝันทุกคืนเลยครับ
อาจเป็นเรื่องปกติของทุกคนที่นอนหัวถึงหมอนแล้วหลับฝันหวานไปเลย แต่คนที่นอนไม่ค่อยหลับอย่างผมนั้น แค่การได้ฝันก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะได้เจอะเจอประมาณเหมือนดาวหางแวะทักทายเฉียดผ่านโลกนั่นแหล่ะครับ
แต่การฝันของผมในช่วงนี้มันเป็นฝันที่ผมไม่ค่อยเจอะเจอ ส่วนมากที่เคยฝันก็คงเป็นเรื่องที่มีความสุข แต่ไม่เคยเปียกนะครับ เค้าบอกว่าเมื่อเราฝันเรื่องที่เรามีความสุข ตื่นเช้าขึ้นมาเราก็จะมีความสุขกับเรื่องราวที่ฝันถึงแม้ว่าฝันนั้นเราจะจำไม่ได้ก็ตาม
คงเป็นเช่นนั้นครับ ในแต่ก่อนที่ผม(นานจะ)ฝันซักที เมื่อฝันถึงเรื่องดีดี ตื่นขึ้นมาก็มีความสุข แต่ไม่ต้องถามผมว่าผมฝันอะไรหรอกครับ ผมลืมมันไปตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วครับ แต่ถึงอย่างไรกลิ่นอายของความสุข แม้ตัวตนแห่งความสุขมันผ่านลอยไปจากเราแล้ว ละลองความสุขก็ยังลอยปลิวผ่านเข้ามาให้เราได้รู้สึกมีความสุขตลอดครับ
แต่ช่วงนี้ ผมฝันแต่เรื่องที่ชวนหดหู่ ซึ่งไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงฝันเรื่องราวที่ชวนเศร้าเช่นนั้น บางเรื่อง เมื่อตื่นขึ้นผมก็ร้องไห้เพราะรู้สึกรับไม่ได้กับความฝันที่เราฝัน เหมือนกับบางคนที่ไม่ยอมดูละครน้ำเน่า เพราะว่ารับความทุกข์ของนางเอกไม่ได้
ผมก็เช่นกันครับที่ยอมรับในความทุกข์ของความฝันไม่ได้
บางทีโลกของเรานั้นก็โหดร้าย
และเช่นกัน โลกของความฝันก็โหดร้ายไม่แพ้กัน
…
เช้านี้ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับพยายามนึกเรื่องที่ฝันเมื่อคืนนี้ ฝันที่ทำให้ผมซึมไปทั้งเช้า แต่ผมนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก ก็คงเหมือนที่บอกว่า แม้ตัวตนความสุขจากไป ละอองความสุขยังปลิวให้เรารู้สึก…แต่แค่เปลี่ยนนิดหน่อยคือความหดหู่
มีบางคนเคยบอก (ไม่แน่ใจว่าคนเดียวกับที่พูดเรื่องฝันตอนต้นหรือเปล่า) สิ่งที่เราคิดไว้ตอนก่อนที่จะนอน ทำให้เราเอาไปคิด
แทบจะสาบานว่าก่อนนอนผมไม่เคยคิดเรื่องอะไรเลยครับ
แต่กลับฝันเจอทุกคืน
เรื่องบางอย่างเป็นเพียงแค่ความฝัน
แต่จะมีใครซักกี่คนที่เข้าใจว่า ความฝันนั่นแหล่ะ ที่ทำให้จิตใจในตอนนี้ผมเป้นดั่งความฝัน
ความฝันที่หดหู่ กลับทำให้ ความรู้สึกผมพลันเกิดขึ้นตาม
หวังว่าคืนวันนี้ผมคงไม่เจอกับความฝันนั้นอีกนะครับ…
เมื่อต้องลองสู้กันอีกสักตั้ง
ฟังชื่อเหมือนรุนแรงครับ และไม่เกี่ยวกับพันธมิตรแน่นอน เหอะๆ
เพียงแค่ผมกำลังจะลองสู้กับความรักสักครั้ง
ไอ้เจ้าความรักที่มันทำให้ผมช้ำชอกระกำใจนั่นแหล่ะครับ ที่ผมต้องสู้กับมัน
ผมต้องพิชิตให้ได้
ผมไม่แน่ใจนะครับว่าคนที่ตั้งมั่นในชีวิตจะต้องมีความคิดที่เผื่อไว้ยามผิดพลาดหรือเปล่า
แต่ผมคิดว่า คงไม่หรอกมั้งครับ
เพราะว่าบนผู้เขาที่สูง ไม่มีนักเดินทางคนไหนหรอกที่จะมองกลับลงไปข้างล่าง เพราะถึงแม้ตก เราก็ภูมิใจที่เราไปลองปีนมันขึ้นมา
ถ้าผิดหวังขึ้นมา ผมก็ไม่ตายหรอกครับ
แค่รักษาพยาบาลนิดหน่อยแค่นั้นเอง…
ณ ห้วงรัตติกาลแห่งความหวัง
ณ ห้วงรัตติกาลแห่งความหวัง
ราตรีที่มิไร้สุรเสียง
เสียงดนตรีที่บรรเลงจากเสียงกระทบของหยาดน้ำฝนลงสู่พื้นดิน
ไอละอองปลิวแผ่ซ่านผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง
เมื่อสัมผัสใบหน้า…ก็พลันรู้สึกเย็นซ่านเข้าหัวใจ
สายฝนพลันหยุดแล้ว
คงเหลือแสงที่ว่างเปล่า
เป็นเสียงราตรีมอบให้ในคืนที่ม่านรัตติกาลปิดสนิท
หยาดพิรุณที่กระทบสู่เบื้องธรณี
พลันได้กลิ่นไอดินหอมกรุ่นน่าสูดดม
รัตติกาลมีเสียง
มันถูกกำหนดมาหรืออย่างไร
หรือเพียงแต่โดนกลั่นแกล้งด้วยโชคชะตา…
ลมหายใจที่แผ่วเบา กำกับด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ
เสียงร้องไห้ของทารกน้อย ที่เพิ่งลืมตาสัมผัสกับชีวิต
เสียงร่ำไห้เศร้าโศกของผู้ที่ผูกพันธ์
ทวยเทพผู้สังคีตช่างแปลกนัก
เสียงที่เหมือนกัน…แต่ความหมายช่างแตกต่างกันนัก
ห้วงแห่งราตรีเจ้าเอ๋ย
ม่านแห่งรัตติกาลค่อยๆแหวกม่านออกช้าๆ
แสงสุริยาประกายทอแสงแหวกนภาอย่างเงียบงัน
ส่งเป็นสัญญาณการเคลื่อนมาของอรุณรุ่งวันใหม่
รัตติกาลที่เคลื่อนจากไป…ความหวังมิได้รูดม่านจากจรลี
เมื่อตื่นขึ้นมาหัวใจก็ยังมีรัก
14-05-51 / 04.27 น.
โรงพยาบาลชัยภูมิ
———————————–
เอาบันทึกเก่าๆของตัวเอง ที่จริงแล้วเอาลงเกือบทุกบล๊อคของตัวเองครับ เลยเอามาลงตรงนี้ด้วย เหอะๆ
บทสรรเสริญพี่สาวตัวเอง!!!
ใต้แสงจันทราและดวงดาว
ใต้ม่านหมอกเมฆของรัตติกาล
ในความมืดมิดที่ไร้ดวงตะวัน
แสงประกายของเธอสาดส่องทั่วท้องนภา
เมื่อฉันมีเธอ
ทุกอย่างสว่างไสวไปด้วยแสงของเธอ
แสงที่ไม่มีสิ่งใดจะเทียบเท่า
แสงที่เกิดสรวงสวรรค์ประธานมาให้แด่เธอ
บางครั้งฉันแปลกใจ
ฉันนั่งเขียนอะไร
ทำไมฉันถึงต้องเขียนอะไรโกหกขนาดนี้
พอเหอะนะครับ
อย่าให้ผมเขียนอีกเลย
ไม่กล้าเขียนแล้ว เหอะๆๆ
———————
เขียนให้พี่สาวคนหนึ่งครับ แบบให้บรรยายความสวยงามของเธอ
เขียนไม่จบจริงๆ เหอะๆ
เมื่อฉันเมา
สาวน้อยคนนั้น
คนที่ฉันเฝ้าใฝ่ฝัน
คนที่ขอบฟ้าดวงดาวและตะวัน
คนที่ชีวันหลงไหลคลั่งไคล้เธอ
สาวน้อยเจ้าเอ๋ย
เธอคงเป็นนางฟ้า
ที่เป็นความฝันของฉัน
ปีกของเธอโบกโบยบิน
ส่องประกายทั่วฟากฟ้าผืนนภา
นางฟ้าเจ้าเอ๋ย
ฉันคงอยู่ต่ำติดฟ้า
พสุธามิอาจยกระดับเทียบฝั่งฝัน
ฉันจะทำอย่างไรดี
ในเมื่อไม่มีสิ่งใดที่จะช่วยไขว้คว้า
ไม่ใส่งใดที่จะพาฉันให้สู่จุดมุ่งหวัง
คงมีแต่การรอคอย
คอนนางฟ้า
ให้โบกปีกประกาย
และลอยลงมาหาฉันที
——————
เขียนตอนเมา หวังว่าพรุ่งนี้ผมคงจะกลับมาอ่านแล้วขำกับตัวเอง แฮ่ะๆๆ
(แนะนำหนังสือ) ขัปปะ – ความจริงที่รายล้อมในโลกของขัปปะ
ขัปปะเป็นผีหรือสัตว์ในตำนานญี่ปุ่น ขัปปะมีขนสั้น ๆ อยู่บนหัว ที่มือและที่เท้ามีพังผืดติดกันเอาไว้แหวกว่ายน้ำ ตัวสูงราวหนึ่งเมตร บนหัวขัปปะตรงกลางกระหม่อมมีจานรูปไข่ ซึ่งถ้าอายุมากขึ้นจานนี้ก็จะแข็งขึ้นเป็นลำดับ ผิวกายลื่นมากและเปลี่ยนสีไปตามสภาพแวดล้อม 
ไม่ค่อยจะกล้าแนะนำหนังสือหรือสิ่งต่างๆที่ตัวเองพบเจอมาเล่าสู่คนอื่นเท่าไหร่ครับ ด้วยความบ้าๆบอๆที่เล่าแบบจับต้นชนปลายไม่ถูก เลยกลายเป็นว่าไปแนะนำเขา กลับกลายเป็นทำให้เขาไม่อยากอ่านไปเสียเลย
พูดถึงขัปปะ (บ้างก็เรียก กัปปะ) ถ้าใครพอที่จะคุ้นเคยกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นจะนึกภาพออก ตัวขัปปะเป็นสัตว์ในนิยายที่ชาวญี่ปุ่นได้เล่าขานกันมานานขัปปะเป็นผีหรือสัตว์ในตำนานญี่ปุ่น ขัปปะมีขนสั้น ๆ อยู่บนหัว ที่มือและที่เท้ามีพังผืดติดกันเอาไว้แหวกว่ายน้ำ ตัวสูงราวหนึ่งเมตร บนหัวขัปปะตรงกลางกระหม่อมมีจานรูปไข่ ซึ่งถ้าอายุมากขึ้นจานนี้ก็จะแข็งขึ้นเป็นลำดับ ผิวกายลื่นมากและเปลี่ยนสีไปตามสภาพแวดล้อม ขัปปะเป็นผีหรือสัตว์ในตำนานญี่ปุ่น ขัปปะมีขนสั้น ๆ อยู่บนหัว ที่มือและที่เท้ามีพังผืดติดกันเอาไว้แหวกว่ายน้ำ ตัวสูงราวหนึ่งเมตร บนหัวขัปปะตรงกลางกระหม่อมมีจานรูปไข่ ซึ่งถ้าอายุมากขึ้นจานนี้ก็จะแข็งขึ้นเป็นลำดับ ผิวกายลื่นมากและเปลี่ยนสีไปตามสภาพแวดล้อม ถ้านึกภาพไม่ออกมีภาพแบบน่ารักๆของขัปปะให้ดูกันครับ

ขัปปะในแบบฉบับของริวโนะสุเกะ อะคุตะงาว่า เล่าถึงเรื่องที่ชายที่โรงพยาบาลโรงจิต (โทนเรื่องส่วนมากของเขานั้นจะเป็นบรรยากาศในโรงพยาบาลโรคจิตซ่ะเป็นส่วนใหญ่) เล่าเรื่องที่ตัวเองตกในในดินแดนของขัปปะ และได้พบเจอกับขัปปะมากมาย
ในเรื่องนี้ผู้เขียนได้เอาความจริงที่รายล้อมเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโลกของขัปปะ และมีตัวแทนคือ กวีขัปปะที่ชื่อว่า ทค ทคเป็นขัปปะที่หลีกจากครอบครัว ความเกรงกลัวว่าถ้ามีลูกลูกอาจจะไม่อยากเป็นขัปปะ ซึ่งเรื่องราวในโรคขัปปะที่เกิดขึ้นนั้น สอดคล้องกับการที่อะคุตะงาว่าพบเจอ ทั้งการเกรงกลัวพันธุกรรม เพราะแม่ของเขาป่วยเป็นโรคจิตถึงกับฆ่าตัวตายและพี่ชายก็เหมือนกัน ภาระหนักที่ต้องเลี้ยงดูญาติพี่น้องๆมากๆ และท้ายที่สุด ทคก็ได้ฆ่าตัวตายเพื่อหลีกหนีกับความจริงที่รายล้อมตัวของเขา
โลกของขัปปะ เปรียบเสมือนโลกของมนุษย์ในปัจจุบัน โลกที่มีการแย่งชิงผลประโยชน์กัน โลกที่ความเจริญทางวัตถุเข้ามาครอบงำจิตใจ โลกของขัปปะที่ถ่ายทอดทอดออกมาด้วยการเสียดสีโลกของมนุษย์
อะคุตางาว่าฆ่าตัวตายหลังจากเขียนเรื่องขัปปะจนเพียงแค่สี่เดือน ด้วยการรับประทานยานอนหลับเกินขนาด แต่ผลงานของเขาก็ได้เป็นที่ศึกษาติดตามกันจนถึงปัจจุบัน
ปล.มีข้อความบางส่วนจากหนังสือ คำของคนโง่ ที่มัคขัปปะนักปรัชญาเขียนขึ้น มีอยู่หลายประโยคที่ผมชอบมาก
“พวกเราโชคร้ายกว่ามนุษย์ เพราะมนุษย์ไม่ก้าวหน้าเท่าเราชาวขัปปะ”
“การดำรงชีวิตที่ฉลาดที่สุดก็คือ การดูถูกขยบธรรมเนียมประเพณีสมัยนั้นไปพลาง แต่ในขณะเดียวกันก้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในกรอบประเพณีอย่างเคร่งครัด”